ข้อแนะนำสำหรับการคุ้มครองผู้ลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง

ข้อแนะนำสำหรับการคุ้มครองผู้ลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง

       ในปัจจุบันที่เรื่องของการจะลงทุนกับหลักทรัพย์แต่ล่ะครั้งมักที่จะมีความไม่แน่นอนหรือว่าความเสี่ยงปะปนอยู่เต็มไปหมด จึงได้มีการก่อตั้ง กองทุนคุ้มครองผู้ลงทุนในหลักทรัพย์ ขึ้น โดยมีเหล่าสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์หรือว่าในอีกชื่อหนึ่งอย่าง โบกเกอร์ ที่ได้เข้าร่วมสมัครสมาชิกซึ่งบุคคลพวกนี้จะค่อยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับหลักทรัพย์ของผู้ลงทุนและยังอัพเดทข่าวสารที่จะช่วยให้หุ้นของการลงทุนเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ อีกด้วย เมื่อทำการลงทุนกับสมาชิกที่เป็นโบกเกอร์ของกองทุนก็ยังจะได้รับเงินชดเชยจากตลาดหลักทรัพย์ตามที่ได้กำหนดไว้

ข้อแนะนำสำหรับการคุ้มครองผู้ลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง

แต่ถ้าหากว่าการคุ้มครองจาก โบกเกอร์ ที่ดูแลทรัพย์สิ้นของผู้ลงทุนได้เกิดข้อผิดพลาดบางอย่างขึ้นเช่น เกิดเหตุการณ์ล้มลายจากการฟ้องร้องถูกทางศาลพิพากษาตามกฏหมายและ โบกเกอร์ที่ได้คุ้มครองลักทรัพย์ไม่ยอมคืนทรัพย์สินให้แก่เจ้าของทำให้เกิดการฟ้องร้องขึ้น เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้มีทางแก้ไขอยู่เสมออย่างแรกก็คือเมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวหรือนอกจากนี้ที่จะทำให้ผู้ลงทุนขาดกำไร ทางกองทุนก็จะพิจารณาและจ่ายเกินให้ไม่เกินจำนวน 1 ล้านบาท ต่อไปก็คือ การยื่นใบคำร้องขอการคุ้มครองตามด้วยการเตรียมหลักฐานการยื่นยันและทำเรื่องส่งไปถึงบริษัท  ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อทางบริษัทได้รับเรื่องที่แจ้งมาแล้วก็จะสืบหาความจริงจากหลักฐานที่ส่งมาให้แน่ชัดก่อนว่าผู้ที่เสียหายมีความโปร่งใส่จริงหรือไม่ ถ้าหากว่าผู้ลงทุนได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้จริงๆ ทางตลาดหลักทรัพย์ก็จะไม่ลังเลที่จะให้การคุ้มครองกับผู้เสียหายอย่างแน่นอน

 

IAA วิเคราะห์เศรษฐกิจไตรมาส 3 รับมือกรณี COVID-19

10 เกร็ดเทคนิค เพิ่มเงินในกระเป๋าด้วยการเล่นหุ้น

10 เกร็ดเทคนิค เพิ่มเงินในกระเป๋าด้วยการเล่นหุ้น

มีนักลงทุนหลายๆท่านกำลังเล็งหาช่องทางการทำเงิน โดยที่เราออกเพียงกำลังทรัพย์และใช้หลักการวางแผนเท่านั้น ช่องทางหนึ่งเลยที่นักลงทุนอยากที่จะเข้ามาทดลองนั้นก็คือ การเล่นหุ้น ซึ่งการเล่นหุ้นเราก็จำเป็นต้องมีเทคนิคที่จะดึงเอากำไรมาให้ได้มากที่สุด และไม่เสียดายเม็ดเงินที่เสียไป

1.เปลี่ยนแนวคิด

จากการที่เรียกว่าเล่นหุ้น มาเป็น การลงทุนในการซื้อหุ้น เมื่อเราเปลี่ยนแนวคิดจากเรื่องเล่นๆให้กลายเป็นเรื่องจริงจังได้เราก็สามารถพิชิตกำไรจากการลงทุนในการซื้อหุ้นมาเก็บไว้ได้แล้ว

2.ใช้เงินเย็นในการลงทุน

เงินเย็นในที่นี้ไม่ใช่เงินที่ออกมาจากตู้เย็นนะ!!! แต่เป็นเงินที่เราพร้อมเผื่อใจไว้แล้วว่าถ้าหากเสียไปจะไม่เสียดายในภายหลัง เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง แม้ว่าบางครั้งกำไรอาจจะมากมายแต่เมื่อขาดทุนขึ้นมาก็ใช่ว่าจะเล็กน้อยเสียเมื่อไหร่

3.สำรวจข้อมูลให้ดีก่อนลงทุน

แม้ว่าเงินที่เราลงทุนจะเป็นเงินเย็นที่สามารถเสียได้โดยไม่เดือดร้อนก็ตามที แต่การศึกษาข้อมูลก็สำคัญ เพราะทุกการลงทุนย่อมมีการหวังผลกำไรตอบแทนแน่นอน ดังนั้นการสำรวจดูว่าหุ้นที่ลงนั้นมาจากบริษัทใด อยู่ในสถานการณ์น่าลงทุนหรือไม่ก็เป็นเรื่องที่สำคัญเช่นกัน เพราะถึงแม้จะเป็นเงินเย็นแต่กำไรที่ได้มาก็สามารถต่อชีวิตนักลงทุนได้เช่นกัน

4.ไม่ละโมบ

แม้ว่าการลงทุนจะเท่ากับการหวังกำไร แต่ให้เรารู้จักการลงทุนแบบพอดีๆไม่หวังผลสูงจนเกิดการลงทุนที่มากมายเกินความจำเป็น เพราะถ้าเกิดเหตุการณ์ หุ้นตก ไอ้ที่เราหวังผลกำไรสูงๆมันจะทรุดฮวบหายไปพรเอมกับหุ้นที่ตก แล้วสิ่งที่จะคกตามมาคือน้ำตาของเราเอง เพราะอย่างนั้นแม้ว่าเรามีกำลังทรัพย์ที่จะลงทุนมาก แต่การรู้จักประมาณตนว่าควรพอที่จุดไหนก็สำคัญมากเช่นกัน

5.หุ้นตกให้รีบตัดสินใจ

ในบางสถานการณ์ที่หุ้นตกลงเรื่อยๆแล้วเราถือหุ้นที่ได้มาจากเงินเย็นอยู่ ก็อาจจะจริงที่ว่าเงินเย็นนั้นเป็นเงินส่วนที่เราไม่เดือดร้อนหากเสียไป แต่การรีบตัดสินใจก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่น้อยเพราะเมื่อหุ้นตกอาจจะใช้เวลาในการฟื้นตัวนานไม่ใช่เล่น และถ้าหากบริษัทที่เราถือหุ้นปิดตัวลง เราก็จะเสียผลประโยชน์ขั้นสุด

10 เกร็ดเทคนิค เพิ่มเงินในกระเป๋าด้วยการเล่นหุ้น

6.กล้าที่จะมองต่าง

ข้อข้างต้นอาจจะบอกอย่างชัดเจนว่าหุ้นตกให้รีบตัดสินใจ ใช่ค่ะ เมื่อหุ้นตกแน่นอนว่าผู้ถือหลายๆคนก็รีบเปิดขายแบบลดกระหน่ำตามราคาหุ้นแน่นอน ช่วงจังหวะแบบนี้เราควรมองหาบริษัทที่น่าจะฟื้นตัวเร็วจากพิษเศรษฐกิจและซื้อมันมาเก็บไว้ก่อนราคาหุ้นจะขึ้นสูงเสียก่อน แม้ว่าผู้คนจะมุ่งหมายแต่หุ้นที่กำลังไปได้ดิบได้ดี แต่ราคาหุ้นก็สูงขึ้นด้วย การที่ซื้อในขณะที่หุ้นลดฮวบก็เป็นมุมมองหนึ่งที่เราควรจะมองต่าง

7.ถอนกำไรเก็บต้น

กำไรที่ได้ในแค่ละครั้งควรจะถอนออกมา เพื่อไปลงทุนต่อในส่วนที่สามารถงอกเงยเม็ดเงินให้เราได้เช่นกัน เหลือไว้เพียงต้นทุนเพื่อลงทุนต่อไปและนำเอากำไรนั้นออกมาลงทุนต่อข้างนอกเรื่อยๆ เพียงเท่านี้เงินเพียงน้อยนิดจากที่ลงทุนไปก็สามารถทำกำไรให้เราได้หลายเลยทีเดียว

8.เลี้ยงหุ้นผสมกัน

การซื้อหุ้น1ตัวอาจจะไม่ทำให้ประสบความสำเร็จมากนัก เพราะกว่าหุ้นจะขึ้นกว่าจะกำไรระยะเวลามันก็ช่างแสนนาน แต่ถ้าหากเราซื้อเก็บไว้มากกว่า 1 อัตราการเติบโตของเงินกำไรก็มีมากกว่าและเมื่อเสียหุ้นตัวใดตัวหนึ่งไปก็จะยังมีเหลือให้พอหายใจคล่องปากคล่องคอไม่เสียแล้วเสียเลย

9.ตั้งงบประมาณ

แม้ว่าจำนวนเงินเย็นในกระเป๋าจะมีเยอะแต่การยับยั้งชั่งใจและการตั้งงบประมาณก็เป็นเรื่องดีเพราะเกิดเราพลั้งมือลงทุนไปเยอะจากเงินเย็นที่นอนสงบอยู่ในกระเป๋าจะลุกพรึบเป็นไฟสร้างความเดือดร้อนให้ภายหลังตอนที่หุ้นตก เดี๋ยวจะวิ่งขายเทกันแทบไม่ทัน

10.รู้จักตัวเอง

ก่อนการลงทุนใดๆเราต้องรู้จักตัวเองให้ดีเสียก่อน ว่ามีกำลังทรัพย์เท่าใด ถนัดวิธีไหน ศึกษาข้อมูลมาเยอะเท่าไหร่แล้ว การเล่นหุ้นมีความเสีายงเพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่าช่วงไหนมันจะดิ่งลงเหว ช่วงไหนจะโบยบินขึ้นสูง สิ่งที่เราทำได้คือการทำความรู้จักตัวเองให้ดีที่สุด

 

และทั้งหมดนี้คือทริคเคล็ดลับที่จะทำให้เราอยู่รอดในตลาดหุ้นนั้นเอง

 

# VJ ธุรกิจออนไลน์สำหรับคนที่มั่นใจ สร้างความสุขให้ผู้อื่น

ผลกำไร STGT ดีขึ้นด้วย CAGR 69% 3 ปีต่อเนื่อง

ผลกำไร STGT ดีขึ้นด้วย CAGR 69% 3 ปีต่อเนื่อง

หลักทรัพย์กสิกรไทยหรือ KS ได้รายงานว่าถุงมือศรีตรัง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT นั้น มีเป้าหมายราคาหุ้นอยู่ที่ 43.40 บาทต่อหุ้น โดยอ้างอิงจากค่าเฉลี่ยพื้นฐานของปี 2021E และ 2022E ที่ 2.05 บาท เทียบเท่ากับ 21.2 เท่าต่อปี ซึ่งสอดคล้องกับ PER ในอดีต 7 ปีที่ผ่านมาของกลุ่ม STGT ทั่วโลก ราคาเป้าหมายแสดงถึง PER 2020 ที่มากถึง 18.6 เท่า โดย STGT นั้นเป็นผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และใหญ่เป็นอันดับสามของโลก มีกำลังการผลิตมากถึง 33 พันล้านชิ้นต่อปี โดย STGT วางแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตเป็นสองเท่าคือ 70 พันล้านชิ้นต่อปี ภายในปี 2571 เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ที่มีแนวโน้มว่าผู้คนนั้นจะเพิ่มความสนใจในการดูแลสุขภาพมากขึ้น เนื่องจากมีการแพร่ระบาดไปทั่วโลกของเชื้อไวรัส COVID-19 ทำให้ยอดความต้องการถุงมือยางและยอดขายนั้นพุ่งสูงขึ้น

ผลกำไร STGT ดีขึ้นด้วย CAGR 69% 3 ปีต่อเนื่อง

โดยทั่วโลกนั้นมีประเทศไทยและมาเลเซียเป็นฐานการผลิตหลักของโลกเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่ผลิตถุงมือยางออกขายในตลาด จึงกลายเป็นผู้ขายน้อยรายที่แทบจะไม่มีคู่แข่ง ด้วยกฎระเบียบที่เข้มงวดของบางตลาดอย่างเช่นสหรัฐอเมริกา ทำให้ STGT มีข้อได้เปรียบเมื่อเทียบกับคู่แข่งรายใหม่ในด้านมาตรฐานและใบรับรอง ทั้งยังตั้งอยู่ในประเทศไทยซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการผลิตค่อนข้างต่ำ โดย Finansia Syrus Securities เองก้ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อ STGT และแนะนำราคาเป้าหมายอยู่ที่ 45 บาทต่อหุ้น ขณะที่ Maybank Kim Eng ได้ให้ราคายุติธรรมอยู่ที่ 56 บาทต่อหุ้น และสุดท้ายคือ Capital Nomura Securities ที่แนะนำราคาเป้าหมายไว้ที่ 42-50 บาทต่อหุ้นเลยทีเดียว

 

# หุ้น TPS บวกเพิ่มขึ้นถึง 7% ควรช้อนซื้อไว้หรือไม่

ผู้บริหาร ORI คาดยอดขายเกินเป้า วิ่ง 5% สูงสุดในรอบ 4 เดือน

ผู้บริหาร ORI คาดยอดขายเกินเป้า วิ่ง 5% สูงสุดในรอบ 4 เดือน

ปัจจุบันราคาหุ้นของบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI นั้น ล่าสุดอยู่ที่ 5.70 บาท บวกเพิ่มขึ้น 0.25 บาท หรือ 4.59% โดยยอดสูงสุดอยู่ที่ 5.80 บาท และต่ำสุดอยู่ที่ 5.50 บาท มูลค่าซื้อขายรวม 54.94 ล้านบาท หากนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ราคาหุ้นอยู่ที่ 5.85 บาทแล้ว นับว่าราคาหุ้นของ ORI ได้ปรับสูงสูงที่สุดในรอบ 4 เดือน โดยประธานเจ้าหน้าที่บริหารได้เผยว่าแนวโน้มยอดขายปี 2563 นั้นมีโอกาสเติบโตมากกว่าที่ตั้งไว้ 21,500 ล้านบาท เนื่องจากช่วงครึ่งปีแรกมียอดสะสมแล้วอยู่ที่ 11,000 ล้านบาท จากการขายโครงการเดิมที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างและขายเป็นหลัก คิดเป็นมากกว่า 50% ของเป้าหมายทั้งปี ซึ่งปกติแล้วช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 จะเป็นช่วงที่ยอดขายพุ่งสูงสุดของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อยู่แล้ว จึงมีแนวโน้มว่ายอดขายจะสูงมากกว่าครึ่งปีแรก

ทางด้านของ SAL ได้วิเคราะห์ไว้ว่า ให้ทยอยสะสมหุ้น ORI เนื่องจากผลประกอบการนั้นมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ด้วยยอดขายในครึ่งปีแรกที่ได้ไปมากกว่า 11,000 ล้านบาท ที่มาจากการเปิดตัวโครงการใหม่เพียงแค่ 2 โครงการเท่านั้น มูลค่ารวม 3,300 ล้านบาท ซึ่งเติบโตมากกว่าเป้าหมายที่บริษัทตั้งไว้ในช่วงต้นปี โดยที่ผ่านมานั้นบริษัทได้มีการออกแคมเปญการตลาดต่างๆ และผลักดันพนักงานให้ขายสินค้าผ่านช่องทางสื่อสารส่วนบุคคล ในโครงการ Everyone can sell และในช่วงครึ่งปีหลังนี้ยังมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่อีกถึง 12 โครงการด้วยกัน มูลค่ารวมถึง 16,700 ล้านบาท จึงมีแนวโน้มว่าครึ่งปีหลังจะสามารถทำกำไรได้มากขึ้นและยอดกำไรทั้งปีเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้

 

Jaymart ส่งสิทธิซื้อหุ้นในอนาคตลงเทรด

หุ้นคืออะไรและมีความสำคัญอย่างไร

หุ้นคืออะไรและมีความสำคัญอย่างไร

           ตั้งแต่อดีตแล้วที่ หุ้น ซึ่งหมายถึงการที่มีผู้เริ่มกิจการส่วนตัวจากการลงทุนที่ไม่ได้มีใครเข้ามาเกี่ยวข้องเจริญเติบโตมากขึ้นจนมีคนที่มองเห็นว่ากิจการนี้กำลังดำเนินธุรกิจไปได้อย่างสวยงาม จึงได้ทำการติดต่อกับเจ้าของเพื่อขอเป็นส่วนร่วมในธุรกิจนี้และได้ส่วนแบ่งตามที่ร่วมลงทุนจะขึ้นอยู่ที่สัญญาระหว่างเจ้าของกับผู้ร่วมลงทุนว่าจะได้กี่เปอร์เซ็น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็ได้เกิดขึ้นมาเป็นระบบทุนนิยม ซึ่งบุคคลทั่วไปที่มีฐานะหรือว่าเงินก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งกับห้างหุ้นส่วนเหล่านี้ได้ทั้งนั้น ดังนั้น หุ้นคือสิ่งที่เราไม่จำเป็นต้องเสียเวลาหรือเสียแรงในการทำงานเพียงแค่ต้องศึกษาถึงรายละเอียดก่อนที่จะลงทุนและต้องเซาะหากิจการที่มีความน่าเชื่อถือเหมาะกับกับลงทุนรับรองได้ว่าความสำเร็จจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมมือ

หุ้นคืออะไรและมีความสำคัญอย่างไร

ความสำคัญของหุ้นและเหตุผลที่ควรจะลงทุน

            สิ่งที่เป็นจุดสำคัญที่ควรจะลงทุนกับหุ้นต่างๆ ที่มีอยู่มากมายก็เพราะไม่จำเป็นต้องใช้เงินเก็บจำนวนมากนักในการที่จะเริ่มต้น ที่ใช้การลงทุนในจำนวนเงินที่ไม่มากนักถ้าหากใช้การคิดวิเคราะห์ดีๆ ก็อาจจะได้รับกำไรมากกว่าเงินลงทุนที่ลงไปด้วยซ้ำ ต่อไป ก็คือสามารถติดตามข่าวสารได้อยู่ตลอดเวลา เนื่องจากที่โลกของเราได้กำเนิดธุรกิจขึ้นมาอย่างมากมายและยังมีผู้ที่ต้องการนักลงทุนเข้ามามีส่วนร่วมกับธุรกิจอยู่เสมอซึ่งผู้ลงทุนสามารถกระจายความเสี่ยงออกไปได้หลากหลายอีกด้วย ทำให้ตลาดหุ้นในปัจจุบันเป็นสิ่งที่มั่นคงอยู่พอสมควรและยังมีทีถ้าว่าจะพัฒนาขึ้นอีกในอนาคต และสุดท้ายสร้างผลตอบแทนในระยะยาว ถ้าหากว่าได้เจอกับกิจการที่มีการเจริญเติบโตที่ดี ก็จะสร้างผลกำไรระยะยาวให้กับผู้ที่ลงทุนได้อย่างงดงาม ซึ่งจะได้ทั้งจากผลกำไรที่ได้ลงทุนไปแบ่งออกเป็นกี่เปอร์เซ็นที่ได้ลงทุนไป ก็จะได้กลับมาจากข้อตกลงที่ได้วางไว้ว่าจะได้เท่าไหร่ ทั้งหมดนี้จะขึ้นอยู่กับกิจการที่ลงทุนถ้าหากมีรายได้สูงผลที่ได้รับก็จะสูงตามไปด้วย

           

# Live แคสเกม นั่งเล่นเกมอยู่บ้านก็ทำเงินได้

หุ้น TPS บวกเพิ่มขึ้นถึง 7% ควรช้อนซื้อไว้หรือไม่

หุ้น TPS บวกเพิ่มขึ้นถึง 7% ควรช้อนซื้อไว้หรือไม่

เนื่องด้วยตอนนี้ราคาหุ้น TPS หรือบริษัท เดอะแพรคทิเคิลโซลูชั่น จำกัด (มหาชน) นั้น มีราคาเพิ่มขึ้นถึง 7.14% ณ วันที่ 2 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา เวลา 10.52 น. จากเดิม 2.10 บาท พุ่งขึ้นสูงสุดเป็น 2.10 บาท ส่วนราคาต่ำสุดนั้นอยู่ที่ 1.98 บาท มูลค่าซื้อขายทั้งหมด 49.65 ล้านบาท บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ได้ทำการวิเคราะห์กราฟว่า TPS นั้นอยู่ในช่วง Cup and Handle หรือช่วงการกลับตัวนั่นเอง ซ้ำราคานั้นยังเกาะเส้น EMA แล้วถึง 10 วันต่อเนื่อง ซึ่งคล้องกับ MACD+RSI ที่ชี้ขึ้น ประเมินได้แนวรับที่ 1.94 บาท และแนวต้านที่ 2.04 และ 2.14 บาท ขายตัดขาดทุนได้ที่ 1.90 บาท โดยประธานบริหารของ TPS ได้ระบุว่า บริษัทมีการลงนามบันทึกข้อตกลงจัดตั้ง MOU กับบริษัท ซูเพิร์บ คอมพ์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท โดยที่ TPS ถือครองหุ้น 50% เพื่อประมูลโครงการใหญ่เกี่ยวหับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

หุ้น TPS บวกเพิ่มขึ้นถึง 7% ควรช้อนซื้อไว้หรือไม่

โดยยังมีแผนงานที่เหลือในช่วงท้ายปี 2563 ที่จะต้องเข้าร่วมประมูลงานใหม่ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ปรับกลยุทธ์ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลงซึ่งจะช่วยในการลดต้นทุน รักษาระดับของผลประกอบการ เนื่องด้วยวิสัยทัศน์ที่มองว่าธุรกิจด้าน IT นั้นยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง องค์กรต่างๆ มีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีอยู่เสมอ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในยุด New Normal ทำให้มั่นใจได้ว่า TPS จะไม่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจมากนัก เพราะยังมี Backlog อยู่ 624 ล้านบาท คาดการณ์รายได้ทั้งหมดในปี 2563 จากภาครัฐ 40% และภาคเอกชนอีก 60% เลยทีเดียว ซึ่งหากเป็นไปตามคาดการณ์จะได้ให้รายได้นั้นเป็นไปตามเป้าหมายความเติบโตที่ตั้งไว้

 

# Jaymart ส่งสิทธิซื้อหุ้นในอนาคตลงเทรด

ยอดจองหุ้นกู้ PTT ล้น 6.5 หมื่นล้านบาท

ยอดจองหุ้นกู้ PTT ล้น 6.5 หมื่นล้านบาท

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือที่เรียกกันว่า PTT ได้ระบุว่าทางปตท. นั้นไม่มีการออกหุ้นกู้มาเป็นระยะเวลาที่ยาวนานตั้งแต่ปี 2558 แต่หุ้นกู้นั้นยังคงได้รับความสนใจเป็นอย่างดี อันเนื่องมาจากหุ้นกู้นั้นได้ผลตอบแทนที่ดีจนทำให้มีความต้องการจากนักลงทุนพุ่งสูงถึง 6.5 หมื่นล้านบาท เป็นมูลค่าถึง 4.2 เท่าของราคาขาย ปตท.จึงเพิ่มหุ้นกู้สำรองสำหรับขายเพิ่มเติม 5 พันล้านบาท จากหุ้นกู้เดิมที่มีมูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท รวมมูลค่าเสนอขายทั้งหมด 2 หมื่นล้านบาท แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อปตท.และความมั่นคงของปตท.เอง โดยปัจจุบันนี้ปตท.มีหุ้นกู้ทั้งหมด 5 รุ่นด้วยกัน ประกอบด้วย รุ่นอายุ 2 ปี รุ่นอายุ 5 ปี รุ่นอายุ 10 รุ่นอายุ 15 ปี และรุ่นอายุ 25 ปี ซึ่งจะมีอัตราดอกเบี้ยคงที่ต่อปีอยู่ที่ 1.21% 2.05% 2.84% 3.20% และสุดท้ายคือ 3.74%  โดยปัจจุบันนี้ไม่ค่อยมีบริษัทไหนออกหุ้นกู้ระยะยาวนานถึง 25 ปี แต่หุ้นกู้ระยะ 25 ปีของปตท.นั้นได้รับการตอบรับที่ยอดเยี่ยมและล้นหลาม

ยอดจองหุ้นกู้ PTT ล้น 6.5 หมื่นล้านบาท

โดยหุ้นกู้ของปตท.นั้นถูกจัดอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับสูงถึง AAA (tha) จาก บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด แสดงให้เห็นถึงสถานะทางการเงินที่มั่นคงสมกับเป็นบริษัทผลิตเชื้อเพลิงอันดับหนึ่งในประเทศไทยซึ่งทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่เชื่อมั่นในความสามารถของปตท. มีผู้จัดการการจัดจำหน่ายเป็นธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

 

ธุรกิจออนไลน์ยอดฮิตมาแรง

การลงทุนกับหุ้นกู้

การลงทุนกับหุ้นกู้

การลงทุนมีหลายแบบ แต่มีอยู่แบบหนึ่งที่จะมีผู้สนใจเป็นพิเศษ และชำนาญในการลงทุนด้านนี้ ก็คือ การลงทุนกับหุ้นกู้ ซึ่งเป็นการลงทุนที่ถือว่าค่อนข้างเสี่ยงระดับหนึ่ง และความเสี่ยงนั้นนอกจากจะไปเชื่อมโยงกับทิศทางเศรษฐกิจ บ้านเมือง ที่ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อหุ้นกู้ เนื่องจากว่าหุ้นกู้ส่วนใหญ่แล้วเป็นการออกขายให้โดย บริษัท องค์กรธุรกิจใด ๆ ที่มีความต้องการในการระดมทุนเพื่อนำเงินไปใช้ในหลาย ๆ เหตุผล เช่น ขยายกิจการต่าง ๆ จึงถือว่าเป็นการออกหุ้นกู้ ที่เรียกว่า ออกตราสารหนี้ โดยภาคเอกชนนั่นเอง จึงทำให้เกิดความเสี่ยงมากกว่า ตราสารหนี้ที่ออกจากภาครัฐ หรือองค์กรของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะว่าความเสี่ยงจะอยู่ในรูปแบบของกิจการที่เป็นธุรกิจในการสร้างรายได้ของภาคเอกชนนั้น ๆ และรวมไปถึงการบริหารงาน แนวโน้มการลงทุนที่อาจจะได้กำไร หรือขาดทุน จากกลุ่มคนหนึ่ง ๆ เท่านั้น

ถือเป็นหนึ่งหน่วยในห่วงโซ่ของระบบเศรษฐกิจในภาคต่าง ๆ ของประเทศด้วย จึงทำให้มีการผันผวนตามกระแสเศรษฐกิจเช่นกันซึ่งการออกหุ้นกู้แต่ละครั้งมักจะทำการออกเป็นหน่วย ๆ และมีมูลค่าที่เท่ากันทุกหน่วย ซึ่งในประเทศไทยนิยมกำหนดราคาหุ้นกู้ที่หน่วยละ 1,000 บาท และสำหรับด้านผลตอบแทน แน่นอนว่าต้องให้อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าภาครัฐแต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงสูงกว่าเช่นกัน และถือว่าเป็นแหล่งที่จะสร้างรายได้ให้กับผู้ที่ซื้อหุ้นกู้ เพราะจะมีการจ่ายดอกเบี้ยให้เป็นงวด ๆ และยังสามารถขายโอนเปลี่ยนมือได้ ซึ่งผู้ที่สนใจในการซื้อหุ้นกู้นี้ควรศึกษา วิเคราะห์ถึงสภาพธุรกิจ ความมั่นคง ความเสี่ยง งบการเงินของภาคเอกชนที่จะซื้อให้ดี อย่าเชื่อเพียงแค่ว่ามีการตรวจสอบผ่าน ก.ล.ต.แล้วเท่านั้น จึงจะถือเป็นการลงทุนกับหุ้นกู้ที่มีความปลอดภัย

 

# การลงทุนกับเงินฝาก

รู้ทัน Warrant เล่นหุ้นอย่างไรให้ได้กำไร

รู้ทัน Warrant เล่นหุ้นอย่างไรให้ได้กำไร

ก่อนอื่นเราต้องรู้จักก่อนว่าเจ้า Warrant คืออะไร?

Warrant คือ ตราสารที่ให้สิทธิแก่ผู้ถือ ในการซื้อหลักทรัพย์ที่ใบสำคัญแสดงสิทธินั้นอ้างอิงอยู่ ตามราคาใช้สิทธิ โดยส่วนมากแล้ว เราจะแบ่งการใช้สิทธิ แบบ 1:2 นั้นเท่ากับว่า 1 Warrant สามารถใช้และได้ 2 หุ้น แต่เราไม่สามารถใช้สิทธิ์นี้แลกได้ตลอดนะ มันมีเวลากำหนดอยู่ และเราต้องแลกตามกำหนดเวลานั้น

 

แล้วเราสามารถใช้warrant ทำกำไรได้อย่างไร?

1.การขาย คือเราสามารถขายwarrantในราคาสูงกว่าที่เราซื้อมาได้ เราก็จะได้กำไรจากตรงนี้

2.แปลงหุ้น เราสามารถแปลง warrant เป็นหุ้นแม่ได้ แล้วพอเราตรวจสอบราคาแล้วพบว่า เราสามารถได้หุ้นเพิ่ม และมันมีแนวโน้มที่จะได้กำไร ถ้าหากปล่อยขายในตลาดหุ้น เราก็จะได้กำไร

 

warrant จะมีค่าในช่วงไหนบ้าง?

เราต้องหาช่วงจังหวะที่จะทำให้ warrant มีค่า นั้นก็คือ ช่วงที่ราคาสิทธิของเราบวกกับค่า warrant แล้วมีราคาต่ำกว่าหุ้นแม่ในตลาด เราก็สามารถนำเอาสิทธิ์นั้นมาซื้อหุ้นได้ นั้นทำให้เมื่อปล่อยขายหุ้นในตลาด เราจะสามารถทำให้ warrant ของเรามีค่าขึ้นมาได้ ส่วนที่ราคาสิทธิบวกค่า warrant แล้วราคาต่ำกว่า หุ้นแม่ใยตลาดเราจะเรียกช่วงนี้ว่า in-the money แต่ถ้าเป็นทางกลับกัน เราจะขาดทุนทันที ซึ่งเราจะเรียกช่วงนั้นว่า out-of-the money ไม่ควรลงทุนกับ warrant ในช่วงนี้เป็นอันขาด

รู้ทัน Warrant เล่นหุ้นอย่างไรให้ได้กำไร

ถ้าจะลงทุนกับ warrant ต้องมีความรู้อะไรบ้าง?

1.warrant มีวันหมดอายุ ไม่สามารถถือครองสิทธิ์ได้ตลอดไป ถ้าหากถือครองสิทธิ์ที่จะแลก warrant ก็จำเป็นจะต้องใช้แลกในเวลาที่กำหนด ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นการเสียสิทธิ์เปล่าๆนั้นเอง

2.warrant มีราคาที่ไม่สอดคล้องกับหุ้นแม่ เพราะ warrant ไม่ได้มีราคาที่สอดคล้องกับหุ้นแม่เสมอไป ในขณะที่หุ้นแม่มีราคาปรับเปลี่ยน ในบางครั้ง warrant ก็ไม่ได้ปรับเปลี่ยนตามราคาของหุ้นแม่ แม้ว่าราคาหุ้นแม่จะขยับลง ก็ไม่ได้หมายความว่า warrant จะมีค่าเป็น in-the money เสมอไป

3.มีราคาผันผวน อย่างที่ทราบว่า warrant ไม่ได้ปรับเปลี่ยนตามหุ้นแม่เสมอไป ดังนั้นในช่วงที่ หุ้นแม่ ขึ้นเพียง 2% warrant อาจจะขึ้นสูงถึง 5% แต่ในทางกลับกัน ถ้าหากหุ้นแม่ลงเพียง 1% warrantอาจตะลงฮวบถึง 5% เลยทีเดียว

4.ในกรณีที่เราใช้ warrant ในราคาสิทธิ์ที่แพงมาก เราอาจจะขายต่อ warrant ได้ยาก เนื่องจากมีราคาสูงและไม่คุ้มทุนที่จะเสี่ยง ถ้าหากราคาปรับเปลี่ยนในกระทันหันผู้ที่ซื้อต่ออาจจะขาดทุนอย่างมาก จึงทำให้ไม่คุ้มเสี่ยงในการซื้อ warrant ที่มีราคาสิทธิ์สูง

5.เพราะwarrant เป็นการเล่นหุ้นที่เข้าใจยาก ดังนั้นการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก ถ้าหากพลาดแม้เพียงนิดเดียวอาจจะทำให้การตัดสินใจที่จะซื้อหรือขาย warrant ไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจไว้

จึงไม่ผิดนักที่มีคนกล่าวว่า ” การลงทุนกับ warrant มีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ”

รู้ทัน Warrant เล่นหุ้นอย่างไรให้ได้กำไร
Warrant คือ ตราสารที่ให้สิทธิแก่ผู้ถือ ในการซื้อหลักทรัพย์ที่ใบสำคัญแสดงสิทธินั้นอ้างอิงอยู่ ตามราคาใช้สิทธิ

แล้ว warrant เหมาะสมกับใครบ้าง?

1.ผู้ที่หวังผลตอบแทนในแบบ ลงทุนน้อย กำไรสูง เพราะบางครั้ง warrant ก็มีค่าผันผวนที่สูง จึงทำให้ การลงทุนน้อยๆ มีกำไรขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ ทำให้เป็นที่น่าสนใจของนักเลงหุ้นอย่างมาก

2.ผู้ที่ชำนาญในการเล่นหุ้น เนื่องจาก warrant เป็นการเล่นหุ้นที่เข้าใจยาก จึงทำให้มีผู้เล่นหุ้นประเภทนี้ไม่มากนัก ในวงการหลักๆจึงเป็นผู้ที่ชำนาญในการเล่นหุ้น

นี้แหละคือวิธีการเล่นwarrantให้ได้กำไรอย่างสูงสุด

 

การลงทุนกับหุ้นกู้

ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวสูงขึ้น

ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวสูงขึ้น

หุ้นในภาคเอเชียนั้นมีการซื้อขายที่สูงขึ้นในช่วงเช้าของวันที่ 2 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา ท่ามกลางการพัฒนาวัคซีนไวรัส COVID-19 ที่ดำเนินไปได้ด้วยดีโดย Pfizer และ BioNTech ในเวลา 9.15 น.ของประเทศไทย Nikkei เพิ่มสูงขึ้น 0.37% SSEC เพิ่มสูงขึ้น 0.49% HIS เพิ่มสูงขึ้น 1.19% ASX 200 เพิ่มสูงขึ้น 0.88% และสุดท้ายคือ Kospi ที่เพิ่มสูงขึ้น 0.76%

คืนที่ผ่านมานั้นทาง Pfizer และ BioNTech ได้ระบุว่าวัคซีนตัวทดลองของเข้านั้นสามารถสร้างแอนติบอดีที่เป็นกลางในระดับของกลุ่มคนที่ฟื้นตัวจากการติดเชื้อไวรัส COVID-19 แต่อย่างไรก็ตามผลลัพธ์ที่แน่ชัดจะต้องได้รับการตรวจสอบจากวารสารทางการแพทย์ก่อน โดยในการประชุมเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาในธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาหรือ Fed แสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่นั้นยังคงมีความกังวลอย่างจริงจังเกี่ยวกับภาคธุรกิจ

ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวสูงขึ้น

แม้ขณะที่ทางการสหรัฐอเมริกานั้นกำลังเปิดทำการอีกครั้ง ทาง Fed ยังชี้แจงให้เห็นอีกว่าบางธุรกิจนั้นอาจไม่สามารถผ่านวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นในขณะที่ไวรัส COVID-19 กำลังระบาดครั้งใหญ่ไปทั่วโลกได้ และที่สำคัญการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคอาจจะไม่ฟื้นตัวไปจนถึงปีหน้า และที่สำคัญกว่านั้นคืออาจเป็นไปได้ว่าการที่การลงทุนนั้นชะลอตัวมากถึงสองเท่า อาจส่งผลถึงแรงงานในสหรัฐอเมริกาอย่างถาวร แต่หากวิเคราะห์จากจำนวนหุ้นที่พุ่งสูงขึ้นในฝั่งเอเชียแล้วจะเห็นได้ว่ามีความเชื่อมั่นในวัคซีนตัวทดลองว่าอาจจะประสบความสำเร็จในการยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 มีแนวโน้มว่าหากวัคซีนประสบความสำเร็จตลาดหุ้มทั่วโลกอาจกลับมาดีขึ้นอีกครั้ง

 

# การลงทุนกับหุ้นกู้